ผมใช้เวลาตัดสินใจเดินทางครั้งนี้ไม่นานมาก เพราะช่วงปีที่ผ่านมาแทบไม่ได้เดินทางออกไปสถานที่ใหม่ๆ เจอคนแปลกๆ เลยซักเท่าไหร่
20.30 น. สถานีรถไฟหัวลำโพง ผมซื้อตั๋วรถไฟชั้นสามไปอุบลราคา 205 เพราะมันมีแค่ชั้นเดียว กำหนดเวลาการเดินรถจริงๆคือ 22.25น. ถึง 10.00น. พอเอาเข้าจริงๆเข้าไฟดันมาเสียเวลาช้าไป อีกชั่วโมงกว่าๆ "ผมไม่ได้คิดว่าก็เดินทางให้ไปถึง คือเป้าหมาย แต่ช่วงเวลาระหว่างการเดิน เจอคนแปลกๆใหม่ๆ ผ่านสถานที่ต่างๆนี้แหละคือจุดหมายของผม"
อากาศบนรถไฟร้อนมากๆ ขนาดตอนนั้นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เก้าอี้ที่ผมนั้งดันมาแจ๊คพอตแตกอีก หน้าต่างมันเปิดไม่ได้ ผมเลยแบกกะเป๋ามานั้งรอรถออกด้านนอก เสียงพนักงานรถไฟตู้สะเบียงตะโกนเรียกผม "อ้าวน้องขึ้นมาก่อนมานั้งกินอะไรก่อน" ผมคิดในใจ "เออเอาซักหน่อยก็ดีว่ะ ไหนๆก็ไหนๆแระ" ซักพักเสียงเหล็กค่อยๆกระทบกัน อย่างช้าๆ"ครึก ครึก" รถไฟค่อยๆเคลื่อนออกไป พนักงานคนเดินตะโกนบอก "น้องมาอีสานแล้วก็ต้องฟังเพลงหมอลำนะ" ผมยิ้มแล้วพยักหน้า เชื่อหรือป่าวผมฟังเพลงวกวนไปมาอยู่สองแผ่นตั้งแต่รถไฟออกจากหัวลำโพง จนถึงอุบล 11.45 น. ลำโพงเองก็ดันมาอยู่บนเก้าอี้ที่ผมนั้งด้วย...
20.30 น. สถานีรถไฟหัวลำโพง ผมซื้อตั๋วรถไฟชั้นสามไปอุบลราคา 205 เพราะมันมีแค่ชั้นเดียว กำหนดเวลาการเดินรถจริงๆคือ 22.25น. ถึง 10.00น. พอเอาเข้าจริงๆเข้าไฟดันมาเสียเวลาช้าไป อีกชั่วโมงกว่าๆ "ผมไม่ได้คิดว่าก็เดินทางให้ไปถึง คือเป้าหมาย แต่ช่วงเวลาระหว่างการเดิน เจอคนแปลกๆใหม่ๆ ผ่านสถานที่ต่างๆนี้แหละคือจุดหมายของผม"
อากาศบนรถไฟร้อนมากๆ ขนาดตอนนั้นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว เก้าอี้ที่ผมนั้งดันมาแจ๊คพอตแตกอีก หน้าต่างมันเปิดไม่ได้ ผมเลยแบกกะเป๋ามานั้งรอรถออกด้านนอก เสียงพนักงานรถไฟตู้สะเบียงตะโกนเรียกผม "อ้าวน้องขึ้นมาก่อนมานั้งกินอะไรก่อน" ผมคิดในใจ "เออเอาซักหน่อยก็ดีว่ะ ไหนๆก็ไหนๆแระ" ซักพักเสียงเหล็กค่อยๆกระทบกัน อย่างช้าๆ"ครึก ครึก" รถไฟค่อยๆเคลื่อนออกไป พนักงานคนเดินตะโกนบอก "น้องมาอีสานแล้วก็ต้องฟังเพลงหมอลำนะ" ผมยิ้มแล้วพยักหน้า เชื่อหรือป่าวผมฟังเพลงวกวนไปมาอยู่สองแผ่นตั้งแต่รถไฟออกจากหัวลำโพง จนถึงอุบล 11.45 น. ลำโพงเองก็ดันมาอยู่บนเก้าอี้ที่ผมนั้งด้วย...
1.
ผมมาถึงสถานีรถไฟอุบล เกือบๆเที่ยงระหว่างทางผมคุยกับ นายตรวจตั๋ว "เออพี่ครับรถไฟนี้เคยไปถึงก่อนเวลากำหนดหรือป่าวครับ" นายตรวจ "ไม่ได้ครับน้องรถไฟ ไปถึงก่อนเวลาไม่ได้" ผมเลยอ่อ มีแค่ "พอดีกับช้า"
ผมนั้งรถสองแถวจากสถานีรถไฟไปยัง บขส. อุบล เพื่อต่อรถไป อำนาจเจริญ
ตอนนั้นคิดในใจ "ทำไมไม่ไปนั้งรถที่หมอชิตที่เดียวเลย"(ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากหาที่นอนอย่างเดียว) เพื่อนผมอีกคนบ้านมันอยู่อำนาจเจริญ มันดันพาผมนั้งรถผิดหลงไปออก มุกดาหาร อีก ตอนนั้นเวลาประมาณ สองโมงกว่าๆ ร้อนก็ร้อนเลยเหมาสามล้อต่อจากตลาดมุกดาหารไป อำเภอ พนา ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนผม 300 บาท แต่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นรถสามล้อที่เหมามาดันมาดับกลางทางอีก "ลุงรถเป็นไรอ่ะ" ผมถามลุงด้วยอาการเป็นห่วง "สังสัยน้ำมันหมด"ลุงตอบผมด้วยสีหน้าธรมดาไม่ตื่นเต้นอะไร แต่ผมมองออกไปสุดลูกหูลูกตา มีแต่ทุ่งนากับควาย กว่าจะอ้อมโลกมาถึงบ้านเพื่อนผม ก็ปาเข้า ไป 5โมงเย็น
ผมนั้งรถสองแถวจากสถานีรถไฟไปยัง บขส. อุบล เพื่อต่อรถไป อำนาจเจริญ
ตอนนั้นคิดในใจ "ทำไมไม่ไปนั้งรถที่หมอชิตที่เดียวเลย"(ความรู้สึกตอนนั้นคืออยากหาที่นอนอย่างเดียว) เพื่อนผมอีกคนบ้านมันอยู่อำนาจเจริญ มันดันพาผมนั้งรถผิดหลงไปออก มุกดาหาร อีก ตอนนั้นเวลาประมาณ สองโมงกว่าๆ ร้อนก็ร้อนเลยเหมาสามล้อต่อจากตลาดมุกดาหารไป อำเภอ พนา ซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนผม 300 บาท แต่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นรถสามล้อที่เหมามาดันมาดับกลางทางอีก "ลุงรถเป็นไรอ่ะ" ผมถามลุงด้วยอาการเป็นห่วง "สังสัยน้ำมันหมด"ลุงตอบผมด้วยสีหน้าธรมดาไม่ตื่นเต้นอะไร แต่ผมมองออกไปสุดลูกหูลูกตา มีแต่ทุ่งนากับควาย กว่าจะอ้อมโลกมาถึงบ้านเพื่อนผม ก็ปาเข้า ไป 5โมงเย็น
2.
ผมใช้เวลาอยู่ที่ อำเถอพนา ประมาณ 3วัน เวลาส่วนมากไม่ได้หมดไปกับการถ่ายรูป
3.
หรือนั้งศึกษา ธรรมะ อย่างใด
4.
แต่ส่วนมากเพื่อนผมจะพาผมไปดู ไก่ชน ซ่ะมากกว่า มันเหมือนเป็นโอทอปของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ ที่ใครมาก็ต้องพามาดู เพราะชาวบ้านหลังจากเว้นว่างจากฤดูทำนา ก็ซ่อมบ้านบ้าง เลี้ยงไก่ชน
5.
คนนี้คือตาของเพื่อนผมเองครับ เป็นถึงระดับเทพเชียนไก่ของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ แต่ที่เทพไปกว่านั้น คุณตาคนนี้มีแฟนที่อายุน้อยกว่าถึงยี่สิบปี ย้ำอีกทีนะครับเป็นแฟนคนล่าสุดด้วย...
6.
ภาพวาดนี้ผมไปเจอวางอยู่ตรงใต้ถุนบ้านของคุณตา ผมตั้งชื่อเล่นๆว่า "ผู้ชายในฝันก็แล้วกัน"
7.
ภาคอีสานในช่วงเว้นว่างจากการทำนาวัยรุ่นหายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้ ผมมาอยู่นี้สามวันแระ ยังไม่เห็นวัยรุ่นซักคนเลย
เข้าเรื่องกันต่อดีกว่า สาเหตุหลักๆเลยที่เพื่อนมันพาผมไปเฝ้าลานไก่ ไม่ได้ไปเล่นการพนันอะไรหรอกครับ มันไปรอขอซื้อไก่ตัวที่แพ้ขายต่อกันตัวล่ะ100เองครับ ซื้อมาเพื่อทำ "ไก่กลั่น" ผมก็สงสารไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่เพราะดูแบบมันยังไงไม่รู้ แต่เพื่อนผมบอกว่ามันเป็นเหมือนธรรมเนียมที่ใครมาก็ต้องทำ"ไก่กลั่น"เลี้ยง ผมไปอยู่สามวันคิดดู มันทำเหมือนเดิมทั้งสามวัน
ตกเย็นผมเลยบอกว่าเออวันนี้ผมจะไปโขงเจียมแล้วนะ ผมเลยเก็บกระเป๋าให้เพื่อนไปส่งที่ตัวอำเภอ "พนา" ตอนห้าโมงครึ่ง เพื่อหารถไปโขงเจียม ผมตกรถอีกวันเพราะมีแต่รถออกตีสี่เท่านั้นต้องนั้งมอไซค์กลับมาหมู่บ้าน ตอนนั้นประมาณเกือบๆทุ่ม คิดดูตามต่างจังหวัดจะมืดซักแค่ไหนบวกกับคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืดด้วย ไฟหน้ารถมอไซค์ที่ผมนั้งมาดันมาเสียเอาซ่ะอีกคิดในใจ "เอาอีกแล้วกรู" แต่คืนนั้นดาว สวยมากเต็มท้องฟ้าไปหมด แต่ไฟรถของผมมันไม่ส่องตามทางถนนทั่วๆไปมันดันไปส่องยอดต้นไม้...
กลับถึงบ้านเพื่อนผมมันทำ "ไก่กลั่น" ให้กินอีก คืนนั้นทั้งคืนผมเลยตัดสินใจไม่นอนเพื่อไปรอขึ้นรถที่ อำเถอตอนตีสี่
**ไก่กลั่น เป็นอาหารอย่างหนึ่งของภาคอีสานนิยมใช้ไก่ชนมาทำเพราะมีเนื้อที่เหนียว วิธีทำคือนำไก่มาหั่นเป็นชิ้นๆใส่เครื่องเทศแล้วใส่ลงหม้อเอาฝาปิดเอาไว้ไม่ต้องใส่น้ำ แล้วห้ามมีรูรั่วให้ไอน้ำออกไม่ไม่อย่างนั้นหม้อจะไหม้
เข้าเรื่องกันต่อดีกว่า สาเหตุหลักๆเลยที่เพื่อนมันพาผมไปเฝ้าลานไก่ ไม่ได้ไปเล่นการพนันอะไรหรอกครับ มันไปรอขอซื้อไก่ตัวที่แพ้ขายต่อกันตัวล่ะ100เองครับ ซื้อมาเพื่อทำ "ไก่กลั่น" ผมก็สงสารไม่ค่อยอยากกินเท่าไหร่เพราะดูแบบมันยังไงไม่รู้ แต่เพื่อนผมบอกว่ามันเป็นเหมือนธรรมเนียมที่ใครมาก็ต้องทำ"ไก่กลั่น"เลี้ยง ผมไปอยู่สามวันคิดดู มันทำเหมือนเดิมทั้งสามวัน
ตกเย็นผมเลยบอกว่าเออวันนี้ผมจะไปโขงเจียมแล้วนะ ผมเลยเก็บกระเป๋าให้เพื่อนไปส่งที่ตัวอำเภอ "พนา" ตอนห้าโมงครึ่ง เพื่อหารถไปโขงเจียม ผมตกรถอีกวันเพราะมีแต่รถออกตีสี่เท่านั้นต้องนั้งมอไซค์กลับมาหมู่บ้าน ตอนนั้นประมาณเกือบๆทุ่ม คิดดูตามต่างจังหวัดจะมืดซักแค่ไหนบวกกับคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืดด้วย ไฟหน้ารถมอไซค์ที่ผมนั้งมาดันมาเสียเอาซ่ะอีกคิดในใจ "เอาอีกแล้วกรู" แต่คืนนั้นดาว สวยมากเต็มท้องฟ้าไปหมด แต่ไฟรถของผมมันไม่ส่องตามทางถนนทั่วๆไปมันดันไปส่องยอดต้นไม้...
กลับถึงบ้านเพื่อนผมมันทำ "ไก่กลั่น" ให้กินอีก คืนนั้นทั้งคืนผมเลยตัดสินใจไม่นอนเพื่อไปรอขึ้นรถที่ อำเถอตอนตีสี่
**ไก่กลั่น เป็นอาหารอย่างหนึ่งของภาคอีสานนิยมใช้ไก่ชนมาทำเพราะมีเนื้อที่เหนียว วิธีทำคือนำไก่มาหั่นเป็นชิ้นๆใส่เครื่องเทศแล้วใส่ลงหม้อเอาฝาปิดเอาไว้ไม่ต้องใส่น้ำ แล้วห้ามมีรูรั่วให้ไอน้ำออกไม่ไม่อย่างนั้นหม้อจะไหม้
8.
คืนนั้นทั้งคืนผมเลยไม่ได้นอน เพื่อไปต้องรอโบกรถ กรุงเทพ-โขงเจียมตอนตีสี่แต่ก็ไม่มีคันไหนจอดรับซักคัน เลยตัดสินใจเหมาสามล้อไปต่อรถที่ตรรการพืชผล 200 บาท ระยะทางประมาณ 20 กิโล แต่รถสามล้อที่ผมเหมามานั้นใช้เวลาเกือบชั่วโมงครึ่ง ขึ้นเนินทุกครั้งก็ต้องลุ้นกันตลอด
9.
10.30 น.ผมก็มาถึงโขงเจียม หาห้องพักนอนเก็บแรง 4โมงค่อยออกมาปั่นจักรยานเดินเล่นนั่งดูแม่น้ำโขง
ผมไม่เคยเห็นแม่น้ำโขงมาก่อนครั้งแรกที่เห็นรู้สึกแปลกใจมากทำไมมันกว้างขนาดนี้กว้างจริงๆ ทันใดนั้น ตำนานพญานาคก็วิ่งเข้ามาในหัวพอดี เพราะก่อนมาผมดูหนังมาเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพญานาค ผมเลยไม่กล้าลงไปโดนน้ำในแม่น้ำโขง 555
ผมไม่เคยเห็นแม่น้ำโขงมาก่อนครั้งแรกที่เห็นรู้สึกแปลกใจมากทำไมมันกว้างขนาดนี้กว้างจริงๆ ทันใดนั้น ตำนานพญานาคก็วิ่งเข้ามาในหัวพอดี เพราะก่อนมาผมดูหนังมาเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพญานาค ผมเลยไม่กล้าลงไปโดนน้ำในแม่น้ำโขง 555
10.
เช้าอีกวัน ผมตื่นประมาณตีห้า ปั่นจักรยานเพื่อจะไปเดินเล่นริมโขงแต่พอไปเห็นสภาพแม่น้ำโขงตอนตีห้า ไม่เอาดีกว่าไปหาไรกินก่อนรอสว่างค่อยลงไปเดินเล่น
7.30 น.เสียงวิทยุชุมชนเปิดผ่านลำโพง ของโรงเรียนริมฝั่งโขงมีทั้งประกาศเรียกนักเรียนที่ไม่เข้าแถวไปจนถึงชื่นชมความดีของนักเรียนที่ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน ถ้าเป็นผมนะ หร่อ ผมคงเป็นนักเรียนในแบบแรกมากกว่า เพราะสมัยเรียนไม่เคยไปทันเข้าแถวตอนเช้าเลย
7.30 น.เสียงวิทยุชุมชนเปิดผ่านลำโพง ของโรงเรียนริมฝั่งโขงมีทั้งประกาศเรียกนักเรียนที่ไม่เข้าแถวไปจนถึงชื่นชมความดีของนักเรียนที่ทำชื่อเสียงให้โรงเรียน ถ้าเป็นผมนะ หร่อ ผมคงเป็นนักเรียนในแบบแรกมากกว่า เพราะสมัยเรียนไม่เคยไปทันเข้าแถวตอนเช้าเลย
11.
ตกเย็นผมเช่ามอไซค์ขับไปเขื่อนปากมูล ระยะทางประมาณ13กิโล
12.
เลยจากเขื่อนปากมูลไปซักหน่อยก็จะเป็น "แก่งตะนะ"
13.
ระหว่างขับรถกลับ ไฟหน้ามอไซค์ดันมาเสียคราวนี้ดับสนิทเลย ต้องค่อยๆขับไปบนไหล่ทางอย่างช้าๆเปิดไฟกระพริบตลอดทาง
14.
หลังจากขอทางที่พักเปลื่ยนมอไซค์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมเลยหาอะไรกินแล้วเข้านอน เพื่อจะไปผาแต้มในตอนเช้า
5.00 น. ผมเริ่มออกจากที่พักเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาแต้ม ระหว่างทางที่ขับมอไซค์ไปนั้น ท้องฟ้ามืดมากแสงดาวระยิบระยับเต็มฟ้า สองข้างทางมีแต่ป่า จากโขงเจียมไปผาแต้มนั้นระยะทางประมาณ 20 กิโล อากาศค่อนข้างเย็นผมใช้เวลาประมาณ 40 นาทีกว่าจะไปถึง เดินเล่นเรื่อยๆจนถึง 9 โมงเช้าเลยขับกลับมาที่พัก เพื่อที่จะเตรียมตัวไปสามพันโบกต่อ
5.00 น. ผมเริ่มออกจากที่พักเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาแต้ม ระหว่างทางที่ขับมอไซค์ไปนั้น ท้องฟ้ามืดมากแสงดาวระยิบระยับเต็มฟ้า สองข้างทางมีแต่ป่า จากโขงเจียมไปผาแต้มนั้นระยะทางประมาณ 20 กิโล อากาศค่อนข้างเย็นผมใช้เวลาประมาณ 40 นาทีกว่าจะไปถึง เดินเล่นเรื่อยๆจนถึง 9 โมงเช้าเลยขับกลับมาที่พัก เพื่อที่จะเตรียมตัวไปสามพันโบกต่อ
15.
12.00 น. ผมเหมารถกะบะจากโขงเจียมไปสามพันโบก 800 บาทจากราคาตอนแรก 1000 เพราะทางเดียวที่จะไปสามพันโบกจากโขงเจียมได้คือต้องไปต่อรถที่ตรรการพืชผล แต่รถที่ออกจากโขงเจียมไปตรรการนั้นมีแค่เที่ยวเดียวคือ 6 โมงเช้า...
16.
14.00 น. ผมเรียบร้อยกับการหาที่พัก ที่สามพันโบก เป็นเต้นท์คืนล่ะ250บาท มีลุงหนึ่งคนคือคนดูแลสถานที่ค่อยแนะนำว่าต้องเดินเที่ยวอะไรยังไง หินก้อนนั้นก้อนนี้ชื่ออะไร แต่หินที่ผมโดนใจที่สุดก็คงชื่อ หินพี่เบิร์ด
ผมขอตัวลุงไปนอนพักซักงีบ ขณะตอนที่นอนอยู่ได้ยินเสียงคนเดินวนไปมาอยู่รอบๆตัวตลอด ตื่นมาดูก็ไม่เห็นใคร
ผมขอตัวลุงไปนอนพักซักงีบ ขณะตอนที่นอนอยู่ได้ยินเสียงคนเดินวนไปมาอยู่รอบๆตัวตลอด ตื่นมาดูก็ไม่เห็นใคร
17.
ตกเย็นหน่อยผมก็ลงไปเดินเล่นในสามพันโบก สามพันโบกมีขนาดใหญ่มาก บางหลุมหากหล่นไป ไม่ต้องหวังจะขึ้นได้เลย
18.
ประมาณ 6 โมงกว่าๆผมก็กลับขึ้นมานั้งคุยกับลุง เพื่อนผมที่ไปด้วยกันก็ขอตัวไปอาบน้ำก่อนหายไปประมาณ 20นาทีเดินกลับมาและพร้อมกับถามว่า "เมื่อกี่ได้เอาก้อนหินปาประตูห้องน้ำหรือป่าว" ผมบอก "เห้ยนั่งคุยกับลุงอยู่เลย" คุยกันซักพักผมเลยขอตัวไปอาบน้ำ ห้องน้ำอยู่ห่างจากเต้นที่พักประมาณ200เมตร ไฟแทบไม่มีและสถานที่กางเต้นท์นั้นมีอยู่กันเพียง สาม คนเท่านั้นเอง...
19.
นั่งคุยกับลุงไปซักพักอาหารที่สั่งไว้ก็มาส่ง พี่ที่ส่งอาหารก็แนะนำตัวเองคุยไปคุยมาได้ไม่นาน "เออน้องได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรแปลกๆไม่ต้องตกใจนะ เจ้่าที่เจ้าทางมาเยี่ยมเราเฉยๆ วันก่อนก็มีมานอนอยู่ชุดหนึ่งกลับไปถูกหวยเลยไม่กี่วันก็จะมาแก้บน เราก็แค่บอกเขาไปนะว่าเรามาดีไม่ต้องตกใจอะไรมาก" ผมคิดในใจ "ฉิบหายแล้วกู มาบอกทำไมตอนนี้ว่ะ"
20.
คืนนั้นทั้งคืนกว่าผมจะนอนหลับก็ปาเข้าไปเกือบๆเที่ยงคืนทั้งๆที่เหนื่อยมาทั้งวัน
3.00 น. ผมตื่นมาอีกครั้งคราวนี้ได้ยินเสียงคนเดินไปมารอบๆเต้นท์อีกเสียงค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆ ซักพักพักก็มีเสียงวิ่งลงไปทางสามพันโบกซักพักก็วิ่งขึ้นมาแล้วเดินรอบๆต่อ ผมสะกิดเพื่อนที่นอนข้างๆเพราะไม่อยากได้ยินคนเดียวอีกอย่างกลัวเพื่อนจะไม่คุ้มหากไม่ได้รับประสบการณ์ดีๆแบบนี้ "เห้ยๆตื่นๆมึงได้ยินเสียงไรป่าว" เพื่อนผมตอบกลับ "เออกูยังไม่หลับได้ยินเหมือนกัน"
3.00 น. ผมตื่นมาอีกครั้งคราวนี้ได้ยินเสียงคนเดินไปมารอบๆเต้นท์อีกเสียงค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆ ซักพักพักก็มีเสียงวิ่งลงไปทางสามพันโบกซักพักก็วิ่งขึ้นมาแล้วเดินรอบๆต่อ ผมสะกิดเพื่อนที่นอนข้างๆเพราะไม่อยากได้ยินคนเดียวอีกอย่างกลัวเพื่อนจะไม่คุ้มหากไม่ได้รับประสบการณ์ดีๆแบบนี้ "เห้ยๆตื่นๆมึงได้ยินเสียงไรป่าว" เพื่อนผมตอบกลับ "เออกูยังไม่หลับได้ยินเหมือนกัน"
21.
ตีห้าครึ่ง เสียงเดินหายไปผมตัดสินใจเปิดเต้นออกไปดู คราวนี้แหละหัวใจแทบวายเห็นไฟบุหรี่ติดอยู่ไกลๆ ลองตะโกนเรียก "ลุง ลุง" "อ้าวตื่นแล้วหร่อ" ลุงถามกลับ ผมรู้สึกแบบโล่งอกอย่างบอกถูกจริงๆ
22.
เย็นวันนั้นผมต้องเดินทางไปเชียงคานต่อ แต่รถจากอุบลไปเลยนั้นไม่มี ต้องไปต่อรถ ที่ขอนแก่น หรือ อุดร ผมเลยนั้งรถไปขอนแก่นถึงประมาณ สามทุ่มกว่าๆ แต่รถไปเลยตอนนั้นหมดเสียแล้ว ผมเลยต้องหาที่พักในตัวเมืองขอนแก่น 1 คืน ผมมารู้ข่าวดีเมื่อถึงห้องพักแล้วว่าบัตร ATM หายที่ บขส. อุบล
23.
10.30 น.ผมเดินทางถึงเชียงคาน เจอเพื่อนที่นัดไว้อีกคน เลยรอด...
24.
ครั้งแรกที่ผมเห็นเชียงคาน ทำไมมีแต่คนถือกล้องเดินไปมาเยอะแยะไปหมด รถตู้ทะเบียน กรุงเทพ วนหาที่จอดเต็มไปหมด ผมเลยไม่ได้เดินดูทั่วๆเชียงบวกกับอาการเหนื่อยของการเดินทางผมเลยหลับยาวตื่นอีกที ก็สี่โมงเย็นหาเช่ามอไซค์ไปนั้งเล่น "แก่งคุดคู้"
25.
เช้าอีกวันก็เอามอไซค์คันเดิมนั้นแหละ ขับไป "ภูทอก" ก่อนไปถึงก็แวะลงไปเดินเล่น "แก่งคุดคู้" ดูอะไรเช้าๆซักหน่อย
26.
วันนั้นหมอกลงหนามากขับมอไซค์ไปหน้าชาไปหมด
27.
แต่เหมือนวิถีชีวิตของคนริมโขงจริงๆเริ่มกันตั้งแต่เช้า
28.
9.00 น. ผมกลับไปอาบน้ำเก็บกะเป๋าแล้วเดินทางออกจากเชียงคาน
29.
ลากันด้วยแสงสุดท้ายของวันที่ภูเรือแล้วกันครับ
"บางที่สาระสำคัญของการเดินทางมันก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไป"
ขอบคุณทุกคำติชมครับ
ขอบคุณ2how.comครับ
อยากให้ทาง2how จัด work shop อีกครับ
ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย D80กับ18-70ครับ
"บางที่สาระสำคัญของการเดินทางมันก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไป"
ขอบคุณทุกคำติชมครับ
ขอบคุณ2how.comครับ
อยากให้ทาง2how จัด work shop อีกครับ
ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย D80กับ18-70ครับ
32.
เป็นประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจจริงๆ ....แค่เรื่องที่เล่ามาก็มันแล้ว
ถ้าเจอเข้ากับตัวเองจริงๆ คงยิ่งกว่าเรื่องเล่าเป็นแน่แท้....
อยากทำอย่างนี้บ้าง แต่สังขารคงไม่ให้....
ถ้าเจอเข้ากับตัวเองจริงๆ คงยิ่งกว่าเรื่องเล่าเป็นแน่แท้....
อยากทำอย่างนี้บ้าง แต่สังขารคงไม่ให้....
36.
เวลาส่วนมากไม่ได้หมดไปกับการถ่ายรูป
^
ชอบประโยคนี้มาก
นี่แหละรสชาติของชีวิต นับว่าคุ้ม !!!
ให้มากกว่าพี่หาว เอาไป
ตั้งใจว่าจะบอกชอบรูปไหนบ้าง ปรากฏว่าชอบเยอะมากเกือบทั้งกระทู้
โหวตเลยแล้วกัน
ปล. ธานินทร์ ของเขาดีจริง
^
ชอบประโยคนี้มาก
นี่แหละรสชาติของชีวิต นับว่าคุ้ม !!!
ให้มากกว่าพี่หาว เอาไป
ตั้งใจว่าจะบอกชอบรูปไหนบ้าง ปรากฏว่าชอบเยอะมากเกือบทั้งกระทู้
โหวตเลยแล้วกัน
ปล. ธานินทร์ ของเขาดีจริง
38.
ชอบเลยครับ เพลินมากๆ ทั้งรูปทั้งเนื้อหา
ผมก็ชอบเหมือนกันครับการที่เราได้ชิวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดเรื่องการถ่ายรูป
ผมก็ชอบเหมือนกันครับการที่เราได้ชิวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดเรื่องการถ่ายรูป
39.
ประสบการณ์ชีวิตที่ยอดเยี่ยม
hey
41.
เล่าอีก เล่าอีก ชอบมากเลยครับ ไปที่อื่นอีกนะครับ
smally
44.
รูปหลายรูป เล่าเรื่องราวได้ดีมากครับ
เป็นประสบการณ์ที่ดีครับที่ได้เดินทางแบบนี้
เป็นประสบการณ์ที่ดีครับที่ได้เดินทางแบบนี้
koson
50.
"บางทีสาระสำคัญของการเดินทางมันก็ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางเสมอไป"
ฟังแล้วอยากไปหาสาระแบบนี้บางจัง
ฟังแล้วอยากไปหาสาระแบบนี้บางจัง






























ฅนบ้า 23.02.10 : 08:22