What is new in Lightroom 3? :: mini review
สวัสดีครับ หลังจาก Adobe ได้เปิดตัว Lightroom 3 Beta และให้เราสามารถโหลดมาใช้งานได้ ก็เป็นที่ฮือฮาตื่นเต้นของคนที่ชื่นชอบและใช้ Lightroom มากพอสมควร อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งหละ ยังทำวีดีโอไม่จบเลย ออกมาเสียแล้วว..ทำให้ชงักไปเหมือนกัน เมื่อเปิดโอกาสแล้ว ผมก็ไปโหลดมาใช้งานเหมือนกัน ได้เห็นข้อดีกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆเยอะพอสมควร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา มีปัญหาใช้ได้ทีเดียวครับ แต่เนื่องจากมีข้อดีและมีโมดูลใหม่ๆออกมาให้ใช้ ผมเลยไม่ค่อยจะใส่ใจกับปัญหาสักเท่าไหร่ และคิดว่าถ้าเป็นเวอร์ชั่นเต็มแจ๋มแน่นอน ในที่นี้ผมจะขอพูดเฉพาะแต่สิ่งดีๆของ Lightroom แล้วกันนะครับ
Import
ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Lightroom3 ที่ได้ทำการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถและเขึยน Import Module ขึ้นมาใหม่ เพื่อลดความยุ่งอยากในการใช้งานจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ ถือว่าอุดช่องโหว่ได้เกือบสนิท เมื่อ
เราเลือก Import ภาพ เราก็จะได้พบกับหน้าต่างหรือ Interface ที่สวยและงามกว่าเดิม มีท่าทีว่าจะเป็นมิตรกับคนใช้มากขึ้น ต่างกับเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ที่มือใหม่ๆเห็นแล้วต้องทำความเข้าใจพอสมควรครับ ผมเองก็ทบทวนหลายรอบเหมือนกัน ตามประสา
คนขี้สงสัย
Import
ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Lightroom3 ที่ได้ทำการพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถและเขึยน Import Module ขึ้นมาใหม่ เพื่อลดความยุ่งอยากในการใช้งานจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ ถือว่าอุดช่องโหว่ได้เกือบสนิท เมื่อ
เราเลือก Import ภาพ เราก็จะได้พบกับหน้าต่างหรือ Interface ที่สวยและงามกว่าเดิม มีท่าทีว่าจะเป็นมิตรกับคนใช้มากขึ้น ต่างกับเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ที่มือใหม่ๆเห็นแล้วต้องทำความเข้าใจพอสมควรครับ ผมเองก็ทบทวนหลายรอบเหมือนกัน ตามประสา
คนขี้สงสัย
1.
1.)เลือกตำแหน่งของไฟล์ภาพ จากอุปกรณ์ที่เราเก็บภาพไว้
2.)เลือกความต้องการในการโปรเซสภาพ ก่อนที่จะนำไฟล์ของเราเข้ามาในโปรแกรม Lightroom
3.)เลือกตำแหน่งที่ต้องการเก็บภาพของเรา (ยกเว้น Add ตำแหน่งภาพยังคงอยู่ที่เดิม)
4.)เลือก Preset เพื่อระบุ Metadata ของเราลงในไฟล์ภาพ (Copyright info etc.)
5.)คลิกเลือกใช้ที่จะขยาย หน้าต่างของเราให้ใหญ่ขึ้น และสามารถมองเห็นภาพของเราได้ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆทีเราสามารถจัดการได้
ถ้าเราเปิด Lightroom ขึ้นมาเป็นครั้งแรกหลังจาก ลงโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ก็จะพบกับหน้าต่างน้อยๆหรือ mini interface ซึ่งมีชุดคำสั่งการใช้งานง่ายๆ เท่าที่จำเป็นในการ import ปรากฎบนแผงหน้าปัด mini interface ของเรา ถัาเราต้องการ การจัดการที่
มากกว่า เราก็สามารถที่จะเลือกได้โดยการคลิก ที่ตำแหน่งที่ 5 เพื่อขยายหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น
2.)เลือกความต้องการในการโปรเซสภาพ ก่อนที่จะนำไฟล์ของเราเข้ามาในโปรแกรม Lightroom
3.)เลือกตำแหน่งที่ต้องการเก็บภาพของเรา (ยกเว้น Add ตำแหน่งภาพยังคงอยู่ที่เดิม)
4.)เลือก Preset เพื่อระบุ Metadata ของเราลงในไฟล์ภาพ (Copyright info etc.)
5.)คลิกเลือกใช้ที่จะขยาย หน้าต่างของเราให้ใหญ่ขึ้น และสามารถมองเห็นภาพของเราได้ รวมทั้งข้อมูลอื่นๆทีเราสามารถจัดการได้
ถ้าเราเปิด Lightroom ขึ้นมาเป็นครั้งแรกหลังจาก ลงโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ก็จะพบกับหน้าต่างน้อยๆหรือ mini interface ซึ่งมีชุดคำสั่งการใช้งานง่ายๆ เท่าที่จำเป็นในการ import ปรากฎบนแผงหน้าปัด mini interface ของเรา ถัาเราต้องการ การจัดการที่
มากกว่า เราก็สามารถที่จะเลือกได้โดยการคลิก ที่ตำแหน่งที่ 5 เพื่อขยายหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น
2.
แน่นอนครับ จากหน้าต่างที่ขยายใหญ่ขึ้นมี Option ที่ให้มาใช้จัดการกับภาพของเราเพิ่มมากขึ้นต่างจากเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ โดยสิ้นเชิง เราสามารถที่จะดูภาพของเรา เป็นแบบ Grid View หรือ Loupe View ได้เหมือนกับ Tool Bar ใน Library Module
และเรายังสามารถกำหนด Preset ของการเซ็ตติ้งทั้งหมดที่เราทำไว้ ทีนี้ง่ายเลย พอจะอิมพอร์ทอีกทีก็ใช้ Preset ตัวเดิม
และเรายังสามารถกำหนด Preset ของการเซ็ตติ้งทั้งหมดที่เราทำไว้ ทีนี้ง่ายเลย พอจะอิมพอร์ทอีกทีก็ใช้ Preset ตัวเดิม
3.
Social Network
นี่เป็นอีกโมดูลครับ ที่ผมรู้สึกตื้นเต้นไปกับมัน ทั้งๆที่ของคนอื่นเขามีมานานแล้ว แต่ก็ยังดีที่ Adobe ยังคิดได้ว่าในโลกของไซเบอร์ นั้นไม่สามารถที่จะปิดกั้นตัวเองได้ เราสามารถที่จะเชื่อมการติดต่อระหว่าง Lightrooom กับ Flickr ได้ด้วยการเลือกภาพที่เราต้องการแล้ว Drag ภาพของเราไปที่ Photostream จากนั้นเราทำการ Upload โดยการคลิกที่ Pubish ถ้าด้วยความสามารถเพียงเท่านี้ คงเห่ยน่าดู! แต่เรายังสามารถที่จะเพิ่มข้อความให้กับภาพ (Captions) แก้ไขชื่อภาพ หรือแม้แต่การให้ความคิดเห็นในภาพก็
สามารถทำได้ทั้งหมดบน Lightroom เปรียบสเหมือนเราทำงานอยู่บน Flickr ที่สำคัญเราสามารถตบแต่งภาพของเราที่อยู่บน Flickr และอัพเดตทุกอย่างด้วยการ Sync ระหว่าง Lightroom Photostream กับ Flickr เอากับเขาสิ.! ต้องบอกได้เลยครับว่าตรงนี้ Lightroom ทำได้เจ๋ง และโดยส่วนตัวประทับใจมาก
นี่เป็นอีกโมดูลครับ ที่ผมรู้สึกตื้นเต้นไปกับมัน ทั้งๆที่ของคนอื่นเขามีมานานแล้ว แต่ก็ยังดีที่ Adobe ยังคิดได้ว่าในโลกของไซเบอร์ นั้นไม่สามารถที่จะปิดกั้นตัวเองได้ เราสามารถที่จะเชื่อมการติดต่อระหว่าง Lightrooom กับ Flickr ได้ด้วยการเลือกภาพที่เราต้องการแล้ว Drag ภาพของเราไปที่ Photostream จากนั้นเราทำการ Upload โดยการคลิกที่ Pubish ถ้าด้วยความสามารถเพียงเท่านี้ คงเห่ยน่าดู! แต่เรายังสามารถที่จะเพิ่มข้อความให้กับภาพ (Captions) แก้ไขชื่อภาพ หรือแม้แต่การให้ความคิดเห็นในภาพก็
สามารถทำได้ทั้งหมดบน Lightroom เปรียบสเหมือนเราทำงานอยู่บน Flickr ที่สำคัญเราสามารถตบแต่งภาพของเราที่อยู่บน Flickr และอัพเดตทุกอย่างด้วยการ Sync ระหว่าง Lightroom Photostream กับ Flickr เอากับเขาสิ.! ต้องบอกได้เลยครับว่าตรงนี้ Lightroom ทำได้เจ๋ง และโดยส่วนตัวประทับใจมาก
4.
Slideshow
สำหรับผู้ที่ใช้แมคนะครับ ในเวอร์ชั่นนี้ถ้าต้องการใส่เพลงลงในสไลด์ก็สามารถใส่ได้โดยที่ไม่ต้องผ่าน iTunes เราสามารถเลือกเพลงได้เลย ส่วนช่างภาพที่ต้องการ Export สไลด์ประกอบเพลงเราก็สามารถ Export ออกมาเป็น h.264 วีดีโอได้เลยครับ ซึ่งเป็น
Format เดียวกันกับ iTunes และ iPods น่าจะมีสอง Features ใหญ่ๆที่มีการเพิ่มเติมเข้ามา โดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกตี้นเต้นอะไรครับ เฉยๆ แต่อาจง่ายสำหรับช่างภาพที่ต้องการจบในโปรแกรมเดียว เพราะการใช้งานค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน คุณภาพพอใช้
สามารถเพิ่มเป็น Options ให้กับลูกค้าได้ หรือ นำติดตัวไปเสนองานให้กับลูกค้าได้
สำหรับผู้ที่ใช้แมคนะครับ ในเวอร์ชั่นนี้ถ้าต้องการใส่เพลงลงในสไลด์ก็สามารถใส่ได้โดยที่ไม่ต้องผ่าน iTunes เราสามารถเลือกเพลงได้เลย ส่วนช่างภาพที่ต้องการ Export สไลด์ประกอบเพลงเราก็สามารถ Export ออกมาเป็น h.264 วีดีโอได้เลยครับ ซึ่งเป็น
Format เดียวกันกับ iTunes และ iPods น่าจะมีสอง Features ใหญ่ๆที่มีการเพิ่มเติมเข้ามา โดยส่วนตัวแล้วไม่รู้สึกตี้นเต้นอะไรครับ เฉยๆ แต่อาจง่ายสำหรับช่างภาพที่ต้องการจบในโปรแกรมเดียว เพราะการใช้งานค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน คุณภาพพอใช้
สามารถเพิ่มเป็น Options ให้กับลูกค้าได้ หรือ นำติดตัวไปเสนองานให้กับลูกค้าได้
5.
Print Package
การปรับปรุงเพิ่มเติมของ print module ถือว่าได้เพิ่มจุดสำคัญได้น่าประทับใจ คือมี Custom Package เพิ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกที่สามของ Layout Style ทำให้เราสามารถใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย เราสามารถที่จะสร้าง แพคเกจของเราขึ้นมาเอง แล้วยังเซพเก็บไว้เพื่อใช้ในโอกาสต่อไปได้ พูดง่ายๆก็คือเราสามารถสร้าง Template เก็บไว้ใช้งานเองได้ การใช้งานค่อนข้างง่ายไม่ยุ่งยากครับ เพียงแค่ใช้เมาส์จับภาพที่เราต้องการ Drag ไปวางยังเพรทที่เราเลือกไว้ แล้วปรับขนาดวางตำแหน่งตามที่เราต้องการ
หรือถ้าเราต้องการเปลี่ยนภาพของเราในเฟรม ที่เราจัดวางไว้แล้ว เราก็สามารถทำได้โดยการ Drag ภาพที่ต้องการไปแทนที่ภาพเดิมที่อยู่ในเฟรม เพียงแค่นี้เราก็จะได้ภาพใหม่ตามที่เราต้องการแล้วครับ
การปรับปรุงเพิ่มเติมของ print module ถือว่าได้เพิ่มจุดสำคัญได้น่าประทับใจ คือมี Custom Package เพิ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกที่สามของ Layout Style ทำให้เราสามารถใช้งานได้ค่อนข้างหลากหลาย เราสามารถที่จะสร้าง แพคเกจของเราขึ้นมาเอง แล้วยังเซพเก็บไว้เพื่อใช้ในโอกาสต่อไปได้ พูดง่ายๆก็คือเราสามารถสร้าง Template เก็บไว้ใช้งานเองได้ การใช้งานค่อนข้างง่ายไม่ยุ่งยากครับ เพียงแค่ใช้เมาส์จับภาพที่เราต้องการ Drag ไปวางยังเพรทที่เราเลือกไว้ แล้วปรับขนาดวางตำแหน่งตามที่เราต้องการ
หรือถ้าเราต้องการเปลี่ยนภาพของเราในเฟรม ที่เราจัดวางไว้แล้ว เราก็สามารถทำได้โดยการ Drag ภาพที่ต้องการไปแทนที่ภาพเดิมที่อยู่ในเฟรม เพียงแค่นี้เราก็จะได้ภาพใหม่ตามที่เราต้องการแล้วครับ
6.
นอกจากการปรับปรุงเพิ่มเติม จุดใหญ่ๆแล้วก็ยังมีอีกมากที่ Adobe ได้ให้ความสำคัญในการปรับปรุงเพิ่มเติมให้ดีขึ้นอย่าง Lens Corrections เป็นโหมดที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ประกอบไปด้วย Vignetting และ Chromatic Aberration ซึ่งเดิมทีอยู่ที่โหมดของ Detail ส่วนในโหมดของ Detail ก็ปรับปรุงในเรื่องของ Noise Reduction ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม คือได้เพิ่ม Edge Detail เข้ามาอีกหนี่งฟังก์ชั่น โหมดที่น่าภูมิใจนำเสนอก็คือ Effect เป็นตัวใหม่ประกอบไปด้วย Post-Crop Vignetting ซึ่งได้จัดหมวดหมู่และมีลูกเล่นที่แพรวพราวกว่าเดิม อีกตัวที่ผมชอบมากคือ Grain ช่างภาพที่ชอบขาว-ดำ และภาพที่ไม่ต้องการตบแต่งที่เหนือไปกว่านี้จริงๆ
ผมว่าสามารถจบในโปรแกรมนี้ โปรแกรมเดียวได้เลยครับ
ผมว่าสามารถจบในโปรแกรมนี้ โปรแกรมเดียวได้เลยครับ
7.
จากห้วข้อนี้สุดท้ายแล้วครับ แต่ยังไม่สุดท้ายของโปรแกรม Lightroom ส่วนวีดีโอผมขอเวลานิด...ครับ กำลังรวบรวมใหม่อยู่ครับ และจะพยามทำให้เร็วครับ แล้วถ้ามีอะไรใหม่ผมจะพยามเสาะหามาเล่าสู่กันฟังอีกครับ สวัสดีครับ
10.
ขอบคุณครับ
ฅนบ้า
14.
thiti785 = ผมก็ดูอยู่หลายคนนะครับพี่ ยกตัวอย่าง Chris Orwig ,Colin Smith ,Julieanne Kost ,Matt Kloskowski ,Scott Kelby ,MySimply
Martin Evening ยังไม่รวมพวกที่เขียน Plug-in , Preset พวกสายนอกรีตอีกเพียบ
เพื่อที่จะมาปรับให้เข้ากับแนวทางตัวเอง หรือฝรั่งชอบเรียกว่า workflow
ต้องดูหลายๆคนครับพี่ มันคนละฟิวพี่ รักพี่เสียดายน้องดีแล้ว
Chelsea = ยินดีครับ
ฅนบ้า = ยินดีครับ
GapJaa = จากการใช้งานที่ 64 bit ผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างกันกับเวอร์ชั่น2.5 ครับ แต่ยังไม่เคยเทียบกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ส่วน 32 bit ยังไม่เคยรองครับ แต่ที่แน่ๆที่เห็นได้ชัดผมว่า เรนเดอร์ ได้เคลียร์กว่า มองภาพที่ Fit View ได้ใสกว่า คมชัดกว่า หรือว่าผมคิดไปเองก็ไม่รู้นะ
freefeel = ยินดีครับ
ฟันน้ำนม = ยินดีครับ
สวัสดีครับ
Martin Evening ยังไม่รวมพวกที่เขียน Plug-in , Preset พวกสายนอกรีตอีกเพียบ
เพื่อที่จะมาปรับให้เข้ากับแนวทางตัวเอง หรือฝรั่งชอบเรียกว่า workflow
ต้องดูหลายๆคนครับพี่ มันคนละฟิวพี่ รักพี่เสียดายน้องดีแล้ว
Chelsea = ยินดีครับ
ฅนบ้า = ยินดีครับ
GapJaa = จากการใช้งานที่ 64 bit ผมไม่ค่อยเห็นความแตกต่างกันกับเวอร์ชั่น2.5 ครับ แต่ยังไม่เคยเทียบกันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ส่วน 32 bit ยังไม่เคยรองครับ แต่ที่แน่ๆที่เห็นได้ชัดผมว่า เรนเดอร์ ได้เคลียร์กว่า มองภาพที่ Fit View ได้ใสกว่า คมชัดกว่า หรือว่าผมคิดไปเองก็ไม่รู้นะ
freefeel = ยินดีครับ
ฟันน้ำนม = ยินดีครับ
สวัสดีครับ
15.
ขอบคุณมากเลยครับ
ผมเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ software ตัวนี้ process ภาพแทน ACDSee เมื่อไม่นานมานี้เอง
พี่ซุงช่วย review จุดเด่นสำคัญๆ ได้ดีมากเลยครับ จะคอยติดตามต่อไปนะครับ
ผมเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ software ตัวนี้ process ภาพแทน ACDSee เมื่อไม่นานมานี้เอง
พี่ซุงช่วย review จุดเด่นสำคัญๆ ได้ดีมากเลยครับ จะคอยติดตามต่อไปนะครับ
16.
ขอบคุณมากเลยครับ
ผมเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ software ตัวนี้ process ภาพแทน ACDSee เมื่อไม่นานมานี้เอง
พี่ซุงช่วย review จุดเด่นสำคัญๆ ได้ดีมากเลยครับ จะคอยติดตามต่อไปนะครับ
ผมเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ software ตัวนี้ process ภาพแทน ACDSee เมื่อไม่นานมานี้เอง
พี่ซุงช่วย review จุดเด่นสำคัญๆ ได้ดีมากเลยครับ จะคอยติดตามต่อไปนะครับ







thiti785 09.02.10 : 22:21